เปลี่ยนรูปแบบ





เปลี่ยนรูปแบบ
ธนาคารกรุงไทย
ชื่อ โชติกา พาวงษ์อามาตร
เลขที่ 8830176389
สาขา เทสโก้โลตัสศาลายา
ธนาคารกรุงเทพ
ชื่อ โชติกา พาวงษ์อามาตร
เลขที่ 1400993463
สาขา นนทบุรี
ธนาคารกสิกรไทย
ชื่อ โชติกา พาวงษ์อามาตร
เลขที่ 3912778214
สาขา เซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์

เปลี่ยนรูปแบบ

เปลี่ยนรูปแบบ
User Name
Password
สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน

เปลี่ยน Fanpage URL

เปลี่ยนรูปแบบ

เปลี่ยนรูปแบบ

Bio Grape Seed Plus
 


   ชื่อสินค้า : Bio Grape Seed Plus
รหัสสินค้า : A000000034

ปรับปรุงล่าสุด : 16/4/2561
เข้าดูสินค้า : 563 ครั้ง


เลือกจำนวนสินค้า :
    


รายละเอียดสินค้า      วิจารณ์สินค้า      สอบถามสินค้า

Bio Grape Seed Plus
บรรจุ 30 ซอง ซองละ 5 กรัม

สารสกัดจากเมล็ดองุ่น แอนตี้ออกซิเดนซ์

สารสกัดจากเมล็ดองุ่นเข้มข้น(Bio Grape Seed Plus)

สารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงพร้อมด้วยสารเสริมระบบภูมิคุ้มกันซึ่งจะช่วยให้ร่างกายลุขภาพดีและป้องกันโรค

ส่วนประกอบที่สำคัญ

1. สารสกัดจากเมล็ดองุ่น

2. สารสกัดจากเปลือกสน

3. โปรไบโอติกส์

4. เบต้ากลูแคน

5. สารสกัดจากชาเขียว

6. วิตามินซี (กรดแอสคอร์บิก)

 

ประโยชน์ที่ได้รับ

  • ช่วยเสริมการทำงานระบบภูมิคุ้มกันโรค
  • ช่วยยับยังการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เป็นตัวดักจับสารอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง
  • ช่วยให้เกิดเนื้อเยื่อชั้นใหม่และซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ได้รับความเสียหายฃ
  • เพิ่มประสิทธิภาพของระบบต้านทานเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย
  • ปกป้องตับ หัวใจรวมทั้งหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่งหัวใจ และระบบประสาท
  • ต่อต้านการอักเสบ และการติดเชื้อ
  • ป้องกันการเกิดมะเร็ง

 
บรรจุ 30 ซอง ซองละ 5 กรัม
คำแนะนำในการใช้

รับประทานครั้งละ 1 ซองในช่วงเช้า หรือเย็น ตอนท้องว่าง 

*** หมายเหตุ ผลลัพธ์จากการใช้สินค้าอาจเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละบุคคล/รูปร่าง/สภาพผิว  และอาหารเสริมBio Grape Seed Plus ไม่ได้ช่วยรักษาโรคใดโรคหนึ่ง แต่ช่วยฟื้นฟูซ่อมแซมและสร้างเซลล์ใหม่ เพื่อให้เซลล์และอวัยวะต่างๆในร่างกายกลับมาแข็งแรง และด้วยเซลล์ที่สมบูรณ์แข็งแรงนี้เองจะการแก้ปัญหาที่ต้นตอของโรคและอาการเสียสมดุลแปรปรวนต่างๆในร่างกายได้ อาหารเสริม Bio Grape Seed Plus จึงขึ้นชื่อว่าแก้ปัญหาที่ต้นเหตุซึ่งคือความเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายที่เป็นสาเหตุร่วมของปัญหาสุขภาพ โรคและอาการเสียสมดุลของร่างกายต่างๆดังนี้ 

 

 ความรู้ทั่วไป....

สารสกัดจากเมล็ด ...องุ่น

            สารสำคัญที่พบในเมล็ดองุ่น คือ โอพีซี หรือ โอลิโกเมอริก โปรแอนโธไซยานิดินส์ (OPC; Oligomeric proanthocyanidins ) อยู่ในกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid)

OPCs เป็นสารสำคัญอีกชนิดหนึ่ง ที่อยู่ในกลุ่มของไบโอฟลาโวนอยด์ มีคุณสมบัติที่สำคัญ ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง และละลายน้ำได้ดี

ดังนั้น จึงมีประสิทธิภาพมาก ในการปกป้องเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย จากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ

รวมถึงมีประสิทธิภาพ ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มากกว่าวิตามินซีถึง 20 เท่า และมากกว่า วิตามินอีถึง 50 เท่า

OPCS
… ที่สกัดจากเมล็ดองุ่น ยังมี OPCs เข้มข้นถึง 80-95 % ในขณะที่สกัดจากเปลือกสนจะมี OPCs เพียง 85% (สารสกัดจากเมล็ดองุ่น มีสัดส่วนของ OPCs ชนิดต่างๆ ซึ่งต่างจากสารสกัดจากเปลือกสน จึงทำให้คุณสมบัติแตกต่างกัน โดยที่สารสกัดจากเปลือกสน จะเด่นในเรื่อง ลดเลือนฝ้า กระ จุดด่างดำ เท่านั้น

สารสกัดจากเมล็ดองุ่น จึงช่วยรักษาความกระชับ เต่งตึงของผิว ขณะเดียวกัน ก็ป้องกันริ้วรอยหยาบกร้านได้ นอกจากนี้ ในผู้ที่มีปัญหาฝ้า หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ

สารสกัดจากเมล็ดองุ่น จะสามารถช่วยลดความเข้มของสีผิว บริเวณที่ดำคล้ำลง จึงทำให้ผิวหน้าดูกระจ่างใส

บทบาทของ OPC

  • มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระที่แรง เรียกกันว่า Superantioxidant โดยพบว่ามีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระที่แรงกว่า วิตามินซี 20เท่า และแรงกว่าวิตามินอี 50เท่า
  • ชะลอการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ เช่น คอลลาเจน อีลาสติน ผนังหลอดเลือดต่างๆ
  • เพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของหลอดเลือดและชั้นผิวหนัง

เส้นเลือดขอดกับสารสกัดจากเมล็ดองุ่น

เส้นเลือดขอด เป็นปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นกับหลายๆคน โดยพบว่าผู้หญิงจะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า และมักเกิดกับหญิงที่ผ่านการตั้งครรภ์ คนอ้วน คนที่มีอาชีพยืน หรือนั่งนานๆ ได้แก่ ครู นางพยาบาล แอร์โฮสเตส พนักงานขายหรือพนักงานต้อนรับ พนักงานออฟฟิศ ช่างเสริมสวย ไม่เว้นกระทั่งคนที่สวมรองเท้าส้นสูงเป็นประจำ มีรอยขยุกขยิกของเส้นเลือดขอดอยู่บนเรียวขาอันสวยงาม อาจไม่เป็นที่ต้องตา ตรึงใจแก่ผู้ที่พบเห็นและยังทำให้เกิดความไม่มั่นใจในบุคลิกภาพและยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย

เส้นเลือดขอด มักพบบริเวณขาและเรียวน่อง มีลักษณะเส้นเลือดดำโป่งขด เป็นแนวยาวคดเคี้ยว หงิกงอคล้ายงู สังเกตุเห็นเส้นเลือดบริเวณผิวหนังเป็นรูปตาข่ายคล้ายใยแมงมุม (Spider web) อย่างชัดเจน

  • สาเหตุการเกิดเส้นเลือดขอด

เกิดจากอนุมูลอิสระมาทำลายลิ้นเปิด-ปิดของหลอดเลือด และหลอดเลือดดำไม่แข็งแรง เนื่องจากชั้นคอลลาเจนที่ผนังหลอดเลือดเริ่มเสื่อมสภาพนั่นเอง จึงทำให้เกิดการคั่งของเลือดดำ

สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape Seed Extract) แก้ปัญหาเส้นเลือดขอดได้อย่างไร 

            ด้วยบทบาทการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แรงของ OPC จึงป้องกันการเสื่อมสลายของคอลลาเจน บริเวณผนังหลอดเลือดและชั้นใต้ผิวหนัง เพิ่มความแข็งแรงให้กับคอลลาเจน และยับยั้งเอ็นไซม์ที่ทำลายคอลลาเจน บริเวณหลอดเลือด ได้แก่ เอ็นไซม์คอลลาจิเนส (Collagenase) ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) อีลาสเตส (Elastase) ซึ่งจะส่งผลให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรง และเพิ่มความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือดซึ่งคุณสมบัตินี้ทำให้สารสกัดจากเมล็ดองุ่น มีคุณสมบัติในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาเส้นเลือดขอดระยะเริ่มต้น (Spider leg) ได้เป็นอย่างดีโดยแนะนำให้รับประทานวันละ 150 มิลลิกรัม  และยังพบว่าในงานวิจัยมีการใช้ในปริมาณวันละ 150 มก.เป็นระยะเวลา 1 เดือน สามารถลดอาการปวดได้

เพื่อผิวพรรณที่สดใสด้วยสารสกัดจากเมล็ดองุ่น

นอกเหนือจากแก้ปัญหาเรื่องเส้นเลือดขอด ด้วยฤทธิ์การเป็นสารต้านอนุมูลอิสระแล้วนั้น ยังมีคุณสมบัติปกป้องเซลล์ผิว ยับยั้งเอ็นไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนใต้ผิว อันเป็นสาเหตุทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย ทำให้หลอดเลือดฝอยแข็งแรง เส้นเลือดฝอยมีการไหลเวียนที่ดี สามารถนำสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ผิวได้ดี ช่วยเพิ่มความแข็งและความยืดหยุ่นของคอลลาเจนและอีลาสติน จึงช่วยบำรุงผิวพรรณให้มีความยืดหยุ่น และดูกระจ่างใส มีน้ำมีนวล ดูมีเลือดฝาด นอกจากนี้ยังปกป้องผิวจากรังสียูวี ป้องกันริ้วรอย ฝ้า กระได้ โดยการได้รับปริมาณวันละ 50 มิลลิกรัม ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์ต่างๆของร่างกาย

สรุปประโยชน์ของสารสกัดจากเมล็ดองุ่น

  1. เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ เพราะอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและโรคมะเร็ง และช่วยเสริมภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย
  2. ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยชะลอไม่ให้ผิวหนังแก่ก่อนวัยและแห้งกร้านของเซลล์ผิว ด้วยการเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง
  3. ช่วยปกป้องดวงตาของคุณหรือโรคที่เกี่ยวกับการมองเห็นอื่น ๆ ด้วยการป้องกันและรักษาโรคต้อหิน ศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม
  4. ช่วยในการรักษาโรคเบาหวานขึ้นตา
  5. ช่วยลดกระบวนการสร้างเม็ดสีที่ผิดปกติอันเป็นสาเหตุของฝ้า กระ หรือจุดด่างดำ
  1. ช่วยลดปัญหาสำหรับผู้ที่มีสีผิวไม่สม่ำเสมอกัน
  2. ช่วยในการป้องกันการเกิดโรคข้ออักเสบ
  3. ช่วยป้องอันตรายจากรังสีและเคมีบำบัดบางชนิดได้ด้วย
  4. ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตด้วยการยับยั้งการถูกทำลายของคอลลาเจน
  5. มีประโยชน์ต่อหัวใจ โดยการช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
  6. มีผลคล้ายกับยาแอสไพรินในการชะลอการเกิดลิ่มเลือดอีกด้วย
  7. ช่วยรักษาความผิดปกติของหลอดเลือดและเส้นเลือดขอด เส้นเลือดฝอยแตก หรือเส้นเลือดฝอยเปราะได้ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาตได้
  8. ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ ซึ่งสารสกัดจากเมล็ดองุ่นจะเข้าไปทำลายเซลล์สมองจากอนุมูลอิสระ
  9. ช่วยบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ และหอบหืด
  10. ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัสต่าง ๆ
  11. ช่วยลดอาการอักเสบต่าง ๆ
  12. ช่วยลดอาการบวมหลังจากเข้ารับการผ่าตัด
  13. ช่วยรักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน ลดแผลในช่องปาก และโรคเริมในช่องปาก
  14. ช่วยลดอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศในเพศชาย แต่ทั้งนี้ควรออกกำลังกายด้วยเป็นประจำ

คำแนะนำและข้อควรระวัง

  • สารสกัดจากเมล็ดองุ่นอาจมีผลในเรื่องของการชะลอการแข็งตัวของเลือด (ทำให้เลือดแข็งตัวช้า)
  • ผู้ที่รับประทานยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือผู้ที่เป็นโรคเลือดไหลไม่หยุด ไม่ควรรับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่น
  • ก่อนการผ่าตัดหรือทำฟัน คุณควรหยุดรับประทานอาหารเสริมจากสารสกัดจากเมล็ดองุ่น เพราะจะทำให้เลือดออกง่ายไหลไม่หยุด

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สรรพคุณสารสกัดเปลือกสน

สารสกัดจากเปลือกเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพ และช่วยให้สารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่นวิตามินซี วิตามินอี ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้ง (เดิมหลังจากใช้แล้วจะถูกกำจัดออกจากร่างกาย)
• ช่วยให้วิตามินซีทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
• เป็นวิตามินบำรุงผิว ช่วยลดเลือนริ้วรอยลึกให้ตื้นและเรียนเนียนขึ้น ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ผิว ช่วยเพิ่มคอลลาเจน และอิลาสตินในผิว
• ปรับสภาพผิวที่หมองคล้ำ ฝ้า กระ สีผิวไม่สม่ำเสมอจากการทำลายของแสง UV และความเสื่อมของวัย ได้ดีมาก จากคุณสมบัติปกป้องเซลล์จากความเสียหายจากรังสี UV
• ลดระดับน้ำตาลในเลือด และป้องกันโรคเบาหวาน ประเภท 2
• ช่วยให้หลอดเลือดคลายตัว เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ลดโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง และภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว
• รักษาเส้นเลือดขอด และลดความเสี่ยงของหลอดเลือดดำอุดตัน
• ป้องการเกิดลิ่มเลือด และโรคหัวใจ
• บรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ , หอบหืด,หูอื้อ
• ลดอาการก่อนและในระหว่างมีประจำเดือน
• ลดไขมันคอเลสเตอรอลไม่ดี(LDL) เพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี(HDL)
• ลดอาการวัยทอง
• บำรุงสายตา ป้องกันจอประสาทตาเสื่อม และลดความเสี่ยงการเกิดโรคต้อกระจก
• บรรเทาอาการโรคสมาธิสั้น หรือ ADHD ( Attention Deficit Hyperactivity Disorder )
• บำรุงสมอง เพิ่มความจำและกิจกรรมการเรียนรู้ ป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดโรคสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์(Alzheimerˈs disease)
• ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบในระดับเซลล์
• เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 โปรไบโอติกส์

โปรไบโอติกส์ คืออะไร (Probotics)

 

โปรไบโอติกส์ (Probiotics) หรือ จุลินทรีย์สุขภาพที่มีประโยชน์ และอาศัยอยู่ในลำไส้ โดยทำลายหรือยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคและขัดขวางจุลินทรีย์ตัวร้ายไม่ให้เจริญเติบโตมีชีวิตในผนังลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ เพื่อสร้างความสมดุลของแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร และทำหน้าที่ช่วยย่อยอาหารและผลิตสารอาหารที่เป็นประโยชน์โดยเฉพาะแบคทีเรียที่ดี 2 สายพันธุ์ตระกูล ได้แก่ แลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ซึ่งจะอาศัยอยู่ในลำไส้เล็ก และ บิฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) ซึ่งอาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่

โพรไอโอติกส์ กับการรักษาทางการแพทย์

ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้มีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างแบคทีเรียที่ดีในระบบทางเดินอาหารกับผลต่อสุขภาพและได้รับการยืนยันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องว่า การเกิดโรคหลายชนิดมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของชนิดแบคทีเรียที่ดีที่อาศัยอยู่กับตัวเรา เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง กลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน โรคภูมิแพ้ โรคท้องเสียบางชนิด เป็นต้น

จากการศึกษายังไม่พบผลข้างเคียงใดๆ เนื่องจากโปรไบโอติกส์ หรือ จุลินทรีย์สุขภาพที่มีประโยชน์นั้น อาศัยอยู่ในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ของมนุษย์เราอยู่แล้ว อีกทั้งยังนำมาใช้ในการสร้างสมดุลของระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบฮอร์โมนใช้ในการป้องกันรักษาสุขภาพแบบองค์รวม

โปรไบโอติกส์ ที่ดีต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

โดยโปรไบโอติกส์หรือจุลินทรีย์ที่ดีนั้น เปรียบเสมือนกับเป็นอวัยวะสำคัญชนิดหนึ่งของร่างกายเรา โดยจะต้องสามารถทนต่อสภาพความเป็นกรดในระบบย่อยอาหารและสามารถเข้าไปยึดเกาะหรือเจริญเติบโตกับเยื่อบุผนังลำไส้ได้ คงสภาพเป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิตอยู่ได้ในลำไส้เล็กและใหญ่ของเรานั้นเอง เป็นการเสริมสร้างสุขภาพสร้างภูมิต้านทานป้องกันโรคต่างๆ และรักษาสุขภาพของเราให้ดีอยู่เสมอนั้น สามารถเลือกรับประทานโปรไบโอติกส์เสริมได้อย่างต่อเนื่อง

 ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เบต้ากลูแคน คืออะไร

เป็นแป้งหรือน้ำตาลเชิงซ้อน (Polysaccharide) เกิดจากกลูโคสเชิงเดี่ยว ที่มีโมเลกุลรูปวงแหวนมาต่อกันเป็นสายตรงยาว เรียกว่ากลูแคน (glucan)

คุณสมบัติ และประโยชน์ ที่พิสูจน์ทราบได้ชัดเจน คือ เป็นสารอาหารที่ไปกระตุ้นหรือบำรุงเซลล์เม็ดเลือดขาว (macrophage) ให้กระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉง เร่งทำงานจับกินเชื้อมะเร็ง หรือจุลินทรีย์แปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย โดยไม่พลาดเป้า จึงไม่เกิดภาวะภูมิเพี้ยน

Beta Glucan Uses & Effectiveness : ประโยชน์ของเบต้า กลูแคนต่อด้านต่างๆ

1.เบต้า กลูแคนช่วยลดคอเลสเตอรอล

 จากการศึกษาพบว่า เบต้า กลูแคนที่ทำจากยีสต์ หรือข้าวบาร์เล่ย์ สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลรวม และคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีได้ แต่ทั้งนี้ บางงานวิจัยยังคงให้ผลข้อมูลที่ขัดแย้งที่ว่า การรับประทานเบต้า กลูแคน อาจไม่มีผลต่อระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งน่าจะมาจากวิธีการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเบต้า กลูแคน

 2.เบต้า กลูแคนมีผลต่อโรคภูมิแพ้

 มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากมีการศึกษา โดยให้ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้รับประทานอาหารเสริม ที่มีส่วนประกอบของเบต้า กลูแคน จากยีสต์ ทุกวัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ผลปรากฏว่า อาการภูมิแพ้ดีขึ้น และมีภูมิคุ้มกันต่อสิ่งเร้าได้มากขึ้น

 3.เบต้า กลูแคนกับโรคมะเร็ง

 เบต้า กลูแคน เคยถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ด้วยการฉีดเข้าเส้นเลือดดำ หรือฉีดเข้าไปในกล้ามเนื้อ ผลลัพธ์ที่ได้คือ สามารถยืดอายุผู้ป่วยมะเร็งได้ แต่ต้องมีการรักษาต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี

 4.เบต้า กลูแคนกระตุ้นภูมิคุ้มกันในผู้ป่วย HIV

 จากการวิจัย แสดงให้เห็นว่า การใช้เบต้า กลูแคน ฉีดเข้าเส้นเลือดดำ 1-2 ครั้ง ทุกสัปดาห์ เพิ่มการทำงานของภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ได้

 5.เบต้า กลูแคนลดอาการของโรคลำไส้แปรปรวน

 การใช้ผลิตภัณฑ์หรือยาสำหรับรักษาโรคลำไส้แปรปรวน ที่มีเบต้า กลูแคน และเอนไซม์ย่อยอาหาร ช่วยลดอาการปวด ท้องอืด และลดก๊าซในกระเพาะอาหาร

 
ทำไม เบต้า กลูแคน ถึงมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน

เบต้ากลูแคนเป็นสารในกลุ่มโพลีแซคคาไรด์ ซึ่งพบได้ในสิ่งมีชีวิตหลายชนิดตามที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งแต่ละชนิดจะมีลักษณะโครงสร้างที่แตกต่างกัน เช่น เบต้า กลูแคนที่พบในยีสต์และเห็ดจะมีโครงสร้างเป็น Beta-1, 3/1, 6 ซึ่งหมายถึงตำแหน่งเชื่อมต่อหลักที่ตำแหน่ง 1 และ 3 ของโมเลกุล (หมายถึง ตำแหน่งเชื่อมต่อหลักที่ตำแหน่ง 1 และ 3 ของโมเลกุล และมีตำแหน่งเชื่อมต่อรองที่ตำแหน่ง 1 และ 6 ของโมเลกุล) ซึ่งเบต้า กลูแคน จะไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาว ชนิดมาโครฟาสจ์ (Macrophage) ให้อยู่ในสภาวะที่เตรียมพร้อมสำหรับเจอสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก และควบคุมการหลั่งของ Cytokiness เช่น Interleukins เพื่อกระตุ้นการสื่อสารระหว่างเซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน พร้อมทั้งเพิ่มปริมาณการสร้างและกระตุ้นการเจริญเติบโตของเม็ดเลือดขาว เช่น Neutrophils และ Eosinophils จากไขกระดูก นอกจากนี้ยังช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานอย่างปกติ

เบต้ากลูแคน กับความสวยความงาม

นอกจากเบต้า กลูแคน จะสร้างภูมิคุ้มกันแล้ว ยังทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวขนาดใหญ่ ที่ทำหน้าที่ปกป้องผิวหนัง กำจัดสิ่งแปลกปลอม และป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งเซลล์เม็ดเลือดขาวขนาดใหญ่ดังกล่าว จะผลิตสารที่มีประโยชน์ต่อผิวหนัง ได้แก่ คอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิค ที่มีคุณสมบัติช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง ลดริ้วรอยที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากวันที่มากขึ้น รักษาอาการผิวหนังอักเสบ และทำให้ผิวกลับมาสดใส กระชับอีกด้วย

ผลข้างเคียงของเบต้า กลูแคน?

การได้รับ เบต้า กลูแคน เข้าสู่ร่างกายสำหรับผู้ใหญ่ จะมีแนวโน้มที่ปลอดภัยมากที่สุด โดยการรับประทานจะมีความปลอดภัยมากที่สุด ในส่วนของการฉีดเข้าเส้นเลือดดำ หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ไม่ควรใช้ต่อเนื่อง และปริมาณมากกว่า 15 กรัมต่อวัน ส่วนการรับประทาน ไม่ควรนานกว่า 8 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้เกิดปัญหากับม้าม หลอดเลือดอุดตัน หรือความผิดปกติอื่นๆ ที่เป็นอันตรายได้

อาการของผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น สำหรับการรับประทาน ยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจน แต่สำหรับการให้ทางหลอดเลือด สามารถทำให้เกิดหนาวสั่น มีไข้ และปวดบริเวณที่ฉีด รวมถึงปวดข้อ คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ผดผื่น และผู้ป่วย HIV ผิวที่มือและเท้าจะหนาขึ้น จึงไม่ควรใช้ติดต่อกัน และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

 

นอกจากนี้ เพื่อความปลอดภัย หญิงตั้งครรภ์ และอยู่ระหว่างการให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการรับสารเบต้า กลูแคนเข้าสู่ร่างกาย

 

 ที่มา http://health.haijai.com/2743/ 

 ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วิตามินซี หรือกรดแอสคอร์บิก Ascorbic acidVitamin C or Ascorbic Acid

วิตามินซี หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อ กรดแอสคอบิก (Ascorbic acid หรือ L-Ascorbic acid หรือเรียกกันง่ายๆว่า Ascorbate)

มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดี เป็นวิตามินที่พบได้ตามธรรมชาติ เช่น ในผัก ผลไม้ หน้าที่ของวิตามินซีที่ร่างกายมนุษย์นำไปใช้เช่น

-ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน (Collagen) และ แอลคาร์นิทีน (L-carnitine, สารที่ช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานได้อย่างปกติ)
-เป็นส่วนร่วมในกระบวนการทำงานของสารสื่อประสาท (Neurotransmitters) ชนิดต่างๆ
-เป็นส่วนประกอบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการสมานบาดแผล
-เป็นส่วนร่วมของกระบวนการเปลี่ยนแปลงโปรตีนเพื่อการใช้งานในร่างกาย
-เป็นสารต้านอนุมูลอิสระของร่างกายรวมถึงมีส่วนร่วมในการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นเช่น วิตามินอี หรือ Tocopherol อีกด้วย

หากร่างกายขาดวิตามินซีจะแสดงออกมาให้เห็นในลักษณะของเลือดออกตามไรฟัน (โรคลักปิดลักเปิด/โรคขาดวิตามินซี) อ่อนเพลีย และทำให้หลอดเลือดฝอยขาดความยืดหยุ่นไม่แข็งแรงหลอดเลือดฯจึงแตกได้ง่าย

วิตามินซีสามารถดูดซึมจากระบบทางเดินอาหารได้อย่างรวดเร็วและถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ โดยปกติผู้ชายควรได้รับวิตามินซี 90 มิลลิกรัม/วัน ในขณะที่ผู้หญิงต้องการ 75 มิลลิกรัม/วัน แต่สตรีที่อยู่ในภาวะให้นมบุตรควรได้รับวิตามินซีสูงถึงประมาณ 120 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งอาจมีความแตกต่างทางมาตรฐานการบริโภคของแต่ละประเทศที่ต่างกันเล็กน้อย

ยังมีผู้บริโภคบางกลุ่มที่สุ่มเสี่ยงต่อการขาดวิตามินซีเช่น
-ผู้ที่สูบบุหรี่หรือผู้ที่ดมควันบุหรี่ (Passive smoker/สูบบุหรี่มือสอง) เป็นประจำ
-เด็กทารกที่ต้องดื่มนมผงดัดแปลงชนิดที่ต้องผสมกับน้ำร้อนก่อนซึ่งน้ำร้อนเป็นตัวทำลายวิตามินซีได้อย่างรวดเร็ว
-ผู้บริโภคอาหารซ้ำๆขาดความหลากหลายของสารอาหารก็จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะขาดวิตามินซีได้
-ผู้ที่มีปัญหาเรื่องการดูดซึมสารอาหารต่างๆก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินต่างๆรวมถึงวิตามินซีลดน้อยลง

อนึ่งยังมีคุณประโยชน์ของวิตามินซีที่ถูกนำมาประยุกต์ในการรักษาอาการโรคต่างๆอาทิ
-มีการใช้วิตามินซีร่วมกับผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งพบว่าช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
-ลดภาวะหลอดเลือดอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ
-ลดภาวะเป็นต้อกระจก
-การใช้กับผู้ป่วยด้วยโรคหวัดก็พบรายงานว่าการฟื้นตัวของร่างกายดีขึ้น

อย่างไรก็ตามยังพบข้อมูลเปรียบเทียบของการใช้วิตามินซีมากเกินไป อาจส่งผลให้มีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ เป็นตะคริวที่ท้อง การบริโภควิตามินซีมากเกินความจำเป็นยังส่งผลต่อการเพิ่มปริมาณเกลือออกซาเลต (Oxalate) และกรดยูริค (Uric acid) อันเป็นสาเหตุของนิ่วในไตได้อีกด้วย หรือการอมวิตามินซีชนิดเม็ดสำหรับรับประทานเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคไม่ควรกระทำด้วยวิตามินซีมีฤทธิ์เป็นกรดสามารถทำให้เคลือบฟันและฟันสึกกร่อนได้

ประโยชน์ของวิตามินซี

1.ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ และลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
2.การรับประทานเป็นประจำจะช่วยให้ผิวใส เนียน นุ่มลื่นอย่างเป็นธรรมชาติ
3.ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
4.ช่วยในการรักษาและป้องกันโรคหวัด
5.ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน

ประโยชน์วิตามินซี ช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้หลายชนิด

1.ช่วยต่อต้านการสร้างสารไนโตรซามีน (สารก่อมะเร็ง)
2.ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
3.ประโยชน์ของวิตามินซี ช่วยลดความดันเลือด
4.ช่วยลดการเกิดเส้นเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ
5.ช่วยต่อชีวิตให้เซลล์โดยช่วยให้โปรตีนในเซลล์เกาะเกี่ยวกันได้ดีขึ้น
6.ช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็ก
7.เป็นยาระบายตามธรรมชาติ
8.เพิ่มประสิทธิภาพของยาที่ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
9.ช่วยลดอาการที่เป็นผลมาจากสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้
10.ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิด
11.ช่วยเร่งให้แผลหลังผ่าตัดหายเร็วยิ่งขึ้น
12.ช่วยในการรักษาแผลสด แผลไหม้ให้หายเร็วยิ่งขึ้น

คำแนะนำในการรับประทานวิตามินซี

-วิตามินซีจะถูกขับออกจากร่างกายภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังจากรับประทาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารในกระเพาะ และการรักษาระดับของวิตามินซีในเลือดให้สูงอยู่ตลอดเวลาถือเป็นสิ่งที่สำคัญต่อสุขภาพ จึงขอแนะนำว่าให้รับประทานพร้อมอาหารมื้อเช้าและเย็น

-วิตามินซีในปริมาณสูงอาจกระทบถึงผลการตรวจเลือดรวมทั้งผลการตรวจมะเร็งปากมดลูกได้ ดังนั้นหากคุณกำลังไปตรวจอย่าลืมแจ้งแพทย์ว่าคุณกำลังรับประทานวิตามินซีอยู่ เพราะการวินิจฉัยอาจเกิดการผิดพลาดได้

-ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรทราบว่า ค่าที่ได้จากการตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะอาจไม่ถูกต้อง หากคุณรับประทานวิตามินซีปริมาณสูง

-ยารักษาโรคเบาหวาน อาจมีประสิทธิภาพด้อยลงหากรับประทานร่วมกับวิตามินซี
-สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิด 2 หรือผู้ที่มีความดันโลหิตสูง สามารถลดความดันได้เพียงแค่รับประทานวิตามินซีวันละ 500 mg.

-สำหรับผู้ที่มีโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลให้มีเหล็กสะสมในร่างกายมาก เช่น ธาลัสซีเมียหรือฮีโมโครมาโตซิส ไม่แนะนำให้รับประทานวิตามินซีในปริมาณที่สูง หากรับประทานวิตามินซีเกินกว่า 750 mg. ต่อวัน ควรรับประทานแมกนีเซียมเสริมด้วย เพราะช่วยป้องกันการเกิดนิ่วในไตได้

-ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์จะทำลายวิตามินซี เพราะฉะนั้นผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองควรรับประทานวิตามินซีเพิ่มมากขึ้น

-สำหรับผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิด ควรรับประทานวิตามินซีเพิ่มขึ้น

-เพื่อให้วิตามินซีทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ควรให้มันได้ทำงานร่วมกันกับไบโอฟลาโวนอยด์ แคลเซียม แมกนีเซียม

-หากคุณรับประทานยาแอสไพริน ควรรับประทานวิตามินซีเพิ่มมากขึ้น เพราะแอสไพรินทำให้วิตามินซีถูกขับเร็วขึ้นถึงสามเท่า

-หากคุณรับประทานโสม ควรเว้นระยะเวลา 2 ชั่วโมงก่อนหรือหลังรับประทานวิตามินซี

-เพื่อบรรเทาอาการหวัด ควรรับประทานวิตามินซี 1,000 mg. วันละสองเวลา พบว่าจะช่วยลดระดับฮิสตามีนในเลือดลงถึงร้อยละ 40 (ฮิสตามีนเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการน้ำมูกน้ำตาไหล)

 

แหล่งที่มา http://aun-dnw.com/th/ingredient/ascorbicacid

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สารสกัดจากชาเขียว (Greentea Extract)

Green Tea Extract สารสกัดจากชาเขียวต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิว ป้องกันการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น รอยด่างดำบนใบหน้า ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และลดการอักเสบของผิวหนัง ผลการวิจัยวิทยาศาสตร์พบว่า สาร EGCG (epigallocatechin gallate) ที่พบในใบชาเขียวมีประสิทธิภาพสูงในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ซ่อมแซมผิวที่เสียหายจากรังสี UVA และ UVB นอกจากนี้ยังพบว่า สามารถช่วยลดการเกิดสิวได้ ด้วยการลดการสร้างความมันบนใบหน้า (sebum secretion) และลดการอักเสบ (anti-inflamatory) รวมถึงให้ผิวยืดหยุ่นขึ้น (elasticity) 


สรุปกลไกการทำงานของสารสกัดจากชาเขียว

  • เพิ่มกระบวนการเผาผลาญไขมันในร่างกาย
  • ไม่ส่งผลกระทบให้อัตราการเต้นของหัวใจ
  • เป็นอาหารควบคุมน้ำหนักได้โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ
  • ต้านอนุมูลอิสระ
  • ลดปริมาณไขมันและคอเลสเตอรอลในร่างกาย
  • ป้องกันการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน
  • ลดปริมาณ เลือดที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

 

ขายอาหารเสริมสกัดจากเมล็ดองุุ่น เปลือกสน อาหารชะลอความแก่ อาหารเสริมบำรุงสมอง อาหารเสริมผิวสวย อาหารเสริมผู้สูงอายุ อาหารเสริมผู้ชาย อาหารเสริมสมรรถภาพเพศชาย วิตามินเสริมสุขภาพ

 
   
หน้าหลัก    |    โปรโมชั่น    |       เว็บบอร์ด    |    วิธีสั่งซื้อ    |    แจ้งชำระเงิน    |    เช็คการส่งสินค้า    |    การโอนเงิน    |    ติดต่อร้านค้า
©2013 by iyoungsecret.com All Right Reservs
เปลี่ยนรูปแบบ